ส่องความต่าง Silver vs White Gold vs Platinum หน้าตาเหมือนกันแต่ราคาต่างกันลิบลับ เลือกยังไงให้คุ้ม?
เจาะลึกความต่างของเครื่องประดับ ‘สีเงิน’ ทำไมหน้าตาเหมือนกันแต่ราคาต่างกันลิบลับ?
เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านจิวเวลรีหรือร้านทอง สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้างความสับสนให้กับเหล่านักสะสมและผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนในเครื่องประดับมือใหม่คือ เครื่องประดับโทนสีเงิน ที่วางเรียงรายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนากขาว (White Gold), แพลทินัม (Platinum) หรือเงินแท้ (Silver) มองด้วยตาเปล่าแทบจะแยกไม่ออกว่าแต่ละชิ้นมีความสวยงามแตกต่างกันอย่างไร แต่เมื่อเหลือบไปมองป้ายราคา กลับพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล
สำหรับนักลงทุนชนชั้นกลางที่มองหาความคุ้มค่า ทั้งในแง่ของความสวยงามในการสวมใส่และมูลค่าในอนาคต การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับงบประมาณและวัตถุประสงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติ ข้อดี-ข้อเสีย และการตัดสินใจเลือกซื้อเพื่อให้คุณได้เครื่องประดับที่ ‘คุ้มค่า’ ที่สุดครับ
1. เงินแท้ (Silver): ทางเลือกที่เข้าถึงง่ายแต่ต้องดูแลบ่อย
คุณสมบัติเด่นของเงินแท้
เงินแท้ (ส่วนใหญ่มักเป็น Sterling Silver 925 หรือเงินที่มีเนื้อเงิน 92.5%) เป็นวัสดุที่ยอดนิยมที่สุดสำหรับเครื่องประดับแฟชั่น เนื่องจากราคาไม่สูงและมีความแวววาวสูงมากเมื่อขัดใหม่ๆ
- ข้อดี: ราคาสบายกระเป๋าที่สุด มีดีไซน์ให้เลือกหลากหลาย และสามารถเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกลุค
- ข้อเสีย: วัสดุมีความอ่อนตัวสูง เสียทรงได้ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือเกิดการ ‘ดำ’ หรือหมอง (Tarnish) ได้ง่ายเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศหรือเหงื่อ
เหมาะสำหรับใคร? เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการสวมใส่ตามแฟชั่น เปลี่ยนบ่อย ไม่ได้เน้นเป็นทรัพย์สินสะสมเพื่อเก็งกำไรในอนาคต
2. ทองคำขาว (White Gold): ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและการลงทุน
ทำความเข้าใจก่อนซื้อ ‘ทองคำขาว’ ไม่ใช่ ‘แพลทินัม’
หลายคนมักสับสนระหว่าง ทองคำขาว (White Gold) กับ แพลทินัม (Platinum) ในภาษาไทย แต่ในความเป็นจริง White Gold คือการนำทองคำ (Gold) มาผสมกับโลหะสีขาวอื่นๆ เช่น พลาเลเดียม หรือเงิน แล้วนำไปชุบด้วยโรเดียม (Rhodium) เพื่อให้ได้ความขาวเงางาม
- ความแข็งแรง: มีความแข็งแรงทนทานสูง เพราะมีส่วนผสมของทองคำและโลหะอัลลอยด์ เหมาะมากสำหรับการนำมาทำตัวเรือนแหวนเพชรหรือพลอย
- การคงมูลค่า: ในมุมของการลงทุน ทองคำขาวถือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เพราะยังคงมีมูลค่าในฐานะ ‘ทองคำ’ สามารถขายคืนหรือเปลี่ยนได้ตามราคาทองที่มีการปรับขึ้นลงตามตลาดโลก
- การดูแลรักษา: เมื่อสวมใส่ไปนานๆ ผิวที่ชุบไว้อาจจะสีซีดลงเล็กน้อยจนเห็นเนื้อสีเหลืองอ่อนด้านใน ซึ่งสามารถนำกลับมาชุบใหม่ให้เหมือนซื้อมาวันแรกได้เสมอ
เหมาะสำหรับใคร? ชนชั้นกลางที่ต้องการเครื่องประดับที่ดูดี มีระดับ และต้องการให้เงินที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในยามจำเป็น
3. แพลทินัม (Platinum): ราชาแห่งโลหะสีขาวที่ยืนหนึ่งเรื่องความทนทาน
ความหรูหราที่มาพร้อมกับน้ำหนัก
แพลทินัมถือเป็นโลหะที่มีค่าสูงและมีความบริสุทธิ์มาก (ส่วนใหญ่ใช้ 95%) โดยธรรมชาติของมันจะเป็นสีขาวเทา และไม่มีทางเปลี่ยนสีเลยตลอดการใช้งาน
- จุดเด่นที่สุด: คือความหนักและแน่น ให้ความรู้สึก Premium เมื่อสวมใส่ ที่สำคัญคือเป็นโลหะที่ Hypoallergenic หรือไม่ทำให้ผิวแพ้แน่นอน
- ความทนทาน: แพลทินัมไม่สูญเสียเนื้อโลหะไปจากการขูดขีด เพียงแค่จะเกิดรอยขีดข่วน (Patina) ที่ผิวเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้มันเก็บรักษาอัญมณีได้ปลอดภัยที่สุด
- ราคา: มีราคาสูงที่สุด เนื่องจากความหนาแน่นสูงทำให้ต้องใช้ปริมาณโลหะรวมถึงช่างฝีมือเฉพาะทางในการผลิต
เหมาะสำหรับใคร? ผู้ที่ต้องการเครื่องประดับเพื่อเป็น ‘มรดก’ หรือแหวนแต่งงานที่ต้องใส่ติดตัวตลอดชีวิต และไม่กังวลเรื่องราคาที่สูงกว่าปกติ
สรุปเลือกยังไงให้คุ้มค่า? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การจะเลือกว่าวัสดุไหนคุ้มที่สุด ต้องย้อนกลับไปดู ‘เป้าหมาย’ ของคุณเป็นหลักครับ:
- เน้นราคาประหยัด: เลือก Silver (เงินแท้) แต่ต้องขยันเช็ดทำความสะอาด
- เน้นความคุ้มค่าและการลงทุน: เลือก White Gold (ทองคำขาว) เพราะมูลค่าผูกติดกับราคาทองโลก ซื้อง่ายขายคล่อง และมีสภาพคล่องสูงกว่าแพลทินัม
- เน้นความทนทานและผิวแพ้ง่าย: เลือก Platinum (แพลทินัม) แม้ราคาจะสูงแต่ให้ความมั่นใจสูงสุดในการใช้งานระยะยาว
สำหรับท่านที่กำลังมองหาเครื่องประดับเพื่อการลงทุนในระยะยาว หรืออยากได้ของขวัญชิ้นพิเศษที่ทรงคุณค่าและสะท้อนรสนิยมของคุณ ร้านทองของเรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา ทั้งเรื่องเปอร์เซ็นต์ทอง และการเลือกซื้อเครื่องประดับทุกรูปแบบให้เหมาะสมกับงบประมาณของคุณที่สุด
อยากได้งานเนี๊ยบ ราคาเป็นธรรม และขายคืนได้ราคาดี? แวะเยี่ยมชมสินค้าที่หน้าร้านเราวันนี้ หรือทักแชทสอบถามเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ทันที สินค้าทุกชิ้นมีใบรับประกันและบริการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งานครับ!
