เจาะลึกความต่าง: ทอง 96.5% vs ทอง 18K สำหรับงานจิวเวลรี่ แบบไหนคุ้มค่ากว่าเมื่อต้องขายต่อ
เจาะลึกความต่าง: ทอง 96.5% และ ทอง 18K แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
ในตลาดทองคำบ้านเรา ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกซื้อทองคำคือความสับสนระหว่าง ทอง 96.5% ซึ่งเป็นมาตรฐานทองไทย กับ ทอง 18K ที่มักใช้ในงานจิวเวลรี่ระดับสากล หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมราคาวิ่งไปคนละทิศทาง และเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็นเงินสด แบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน? ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ วันนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกถึงความแตกต่างในทุกมิติ เพื่อให้การลงทุนครั้งต่อไปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด
1. ทอง 96.5%: มาตรฐานทองคำแท่งและรูปพรรณของไทย
ทองคำ 96.5% หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “ทองไทย” คือทองคำที่มีส่วนผสมของทองบริสุทธิ์อยู่ 96.5% และอีก 3.5% เป็นโลหะอื่นๆ เช่น เงินหรือทองแดง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงความอ่อนตัวไว้ได้ดี
ทำไมทอง 96.5% จึงเป็นที่นิยมในการลงทุน?
- สภาพคล่องสูง: สามารถนำไปขายต่อหรือจำนำได้ที่ร้านทองทุกแห่งทั่วประเทศไทยโดยได้รับราคากลางตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ
- ค่ากำเหน็จที่แน่นอน: มีการกำหนดค่าแรงในการขึ้นรูปที่เป็นมาตรฐาน ทำให้คำนวณต้นทุนได้ง่าย
- ผลตอบแทนเมื่อขายคืน: เนื่องจากมีปริมาณทองคำสูงมาก เมื่อนำไปขายคืนจะได้รับส่วนต่างราคาน้อยที่สุด (โดนหักรูดน้อยที่สุด) จึงเหมาะมากสำหรับคนที่เน้นการออมเงินในรูปแบบทองคำ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของทองชนิดนี้คือ ความนิ่ม ทำให้ไม่สามารถนำมาฝังเพชรหรือพลอยที่มีราคาสูงได้มั่นคงพอ และมักจะเกิดรอยขีดข่วนหรือผิดรูปได้ง่ายหากสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
2. ทอง 18K: ความหรูหรามาตรฐานสากลและงานจิวเวลรี่
ทอง 18K (18 Karat) คือทองที่มีส่วนผสมของทองคำแท้อยู่ 75% และอีก 25% เป็นโลหะอื่นๆ (Alloy) เช่น แพลทินัม เงิน หรือพาลาเดียม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็น “สัดส่วนทองที่ดีที่สุดสำหรับงานเครื่องประดับ”
จุดเด่นของทอง 18K ที่หนุ่มสาววัยทำงานหลงรัก
- ความแข็งแรงทนทาน: ความแข็งของทอง 18K ช่วยให้สามารถยึดเกาะอัญมณี เช่น เพชร หรือพลอย ได้อย่างแน่นหนา ไม่หลุดง่าย
- ดีไซน์ที่หลากหลาย: ทอง 18K สามารถทำสีได้หลากหลาย ทั้งทองเหลือง (Yellow Gold), ทองขาว (White Gold) และนาก (Rose Gold) ตอบโจทย์แฟชั่นสมัยใหม่
- การสวมใส่: เหมาะสำหรับการสวมใส่ทุกวัน (Everyday Look) เพราะไม่บุบสลายง่ายและรักษาสภาพความเงางามได้ยาวนาน
แต่อุปสรรคสำคัญคือ การขายคืน ราคารับซื้อคืนของทอง 18K ในประเทศไทยอาจจะไม่ได้สูงเท่ากับทอง 96.5% เนื่องจากมีส่วนผสมของทองคำน้อยกว่า และร้านทองบางแห่งอาจไม่รับซื้อคืนในราคาเพดานสูงสุดหากไม่ใช่สินค้าจากแบรนด์ของตนเอง
3. เปรียบเทียบความคุ้มค่า: เมื่อต้องขายคืน แบบไหนเจ็บตัวน้อยกว่า?
หากจะตอบคำถามว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่าเมื่อต้องขายคืน เราจำเป็นต้องพิจารณาจาก วัตถุประสงค์ในการซื้อ เป็นหลัก:
กรณีเน้นกำไรจากการขายต่อ: หากคุณต้องการออมเงินและหวังกำไรจากส่วนต่างราคาทองโลก ทอง 96.5% คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย (Spread) แคบกว่า และไม่มีค่าเสียโอกาสเรื่องค่าดีไซน์สูงๆ
กรณีเน้นความสวยงามและการใช้งาน: หากคุณต้องการเครื่องประดับที่ส่งเสริมบุคลิกภาพ ใส่ติดตัวได้ตลอด และมีเพชรประดับ ทอง 18K คือความคุ้มค่าด้านสุนทรียภาพ แม้ว่าเมื่อขายคืนจะได้มูลค่าน้อยกว่าทองไทย แต่ในแง่ของความทนทานและการรักษาอัญมณีให้ปลอดภัยแล้ว ทอง 18K กินขาดแน่นอน
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: กลยุทธ์การซื้อทองสำหรับคนรุ่นใหม่
สำหรับนักลงทุนระดับกลางที่ต้องการเริ่มสะสมทองคำ เราแนะนำให้ “แบ่งพอร์ตการซื้อ” ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ 96.5% เพื่อการออมระยะยาว และอีกส่วนคือการซื้อจิวเวลรี่ทอง 18K เพื่อรางวัลชีวิตและการออกงานสังคม
ข้อควรระวัง: ไม่ว่าจะเป็นทอง 96.5% หรือ 18K สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกซื้อจาก ร้านทองที่น่าเชื่อถือ มีใบรับประกันสินค้า และมีนโยบายการรับซื้อคืนที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่คุณจ่ายไปจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด
หากคุณกำลังมองหาทองคำคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นทอง 96.5% ลายสวยงามเพื่อการลงทุน หรือเครื่องประดับทอง 18K ดีไซน์ทันสมัยที่มาพร้อมการรับประกันมาตรฐานสูงสุด แวะมาปรึกษาเราได้ที่ร้านทองทองคุณ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยความจริงใจและราคายุติธรรม เพื่อให้การลงทุนในทองคำของคุณงอกเงยอย่างมั่นคง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรืออัปเดตราคาทองวันนี้ ติดต่อเราที่หน้าร้านหรือช่องทางออนไลน์ได้ทันที!
